สรุปคำตอบสั้นๆ
นายจ้างที่ต้องการจ้างแรงงานต่างด้าวสามารถหาแรงงานได้ 2 รูปแบบหลัก คือ แรงงานต่างด้าวที่อยู่ในประเทศไทยอยู่แล้ว และแรงงานนำเข้าแบบ MOU จากประเทศต้นทาง
แต่ละรูปแบบมีขั้นตอนและเงื่อนไขแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบสถานะแรงงานและเอกสารให้ถูกต้องก่อนดำเนินการ
วิธีที่ 1 หาแรงงานที่อยู่ในประเทศไทยอยู่แล้ว
แรงงานกลุ่มนี้คือแรงงานที่พำนักและทำงานอยู่ในประเทศไทยแล้ว เช่น แรงงาน MOU ที่นำเข้ามาแล้วต้องการเปลี่ยนงาน และแรงงานกลุ่มมติ ครม.
แรงงานต้องมีเอกสารถูกต้องตามกฎหมายและอยู่ในกลุ่มที่สามารถเปลี่ยนนายจ้างได้ เพราะแต่ละกลุ่มมีสิทธิและข้อจำกัดไม่เหมือนกัน เช่น สิทธิการย้ายนายจ้าง สิทธิการต่ออายุใบอนุญาตและวีซ่า และระยะเวลาการทำงานคงเหลือ จึงต้องตรวจสอบประเภทแรงงานก่อนทุกครั้ง
สามารถตรวจสอบได้จากพาสปอร์ต ใบอนุญาตทำงาน บัตรสมาร์ทการ์ด เอกสารมติ ครม. และเอกสารประจำตัวอื่น ๆ หรืออัปโหลดเอกสารผ่านระบบแชทให้ AI ช่วยวิเคราะห์เบื้องต้นว่าแรงงานอยู่กลุ่มใดและเปลี่ยนนายจ้างหรือต่ออายุได้หรือไม่
วิธีที่ 2 นำเข้าแรงงานแบบ MOU
หากหาแรงงานในไทยไม่ได้ หรือต้องการแรงงานจำนวนมาก สามารถนำเข้าจากประเทศต้นทางผ่านระบบ MOU ได้ ประเทศที่นำเข้าได้คือ ลาว กัมพูชา และเมียนมา
นายจ้างนำเข้าเองได้โดยประสานงานกับบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตจากประเทศต้นทาง หรือใช้บริการบริษัทจัดหาแรงงานที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงแรงงานไทย ซึ่งต้องเป็น "บริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ" เท่านั้น และมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจจัดหางานที่ถูกต้อง
ข้อควรระวัง
ควรตรวจสอบสถานะแรงงานก่อนจ้าง โดยเฉพาะแรงงานที่อยู่ในไทยแล้ว เพราะแต่ละกลุ่มมีเงื่อนไขการต่ออายุและย้ายนายจ้างต่างกัน และอย่าใช้บริการนายหน้าที่ไม่มีใบอนุญาต
- การถูกหลอกลวง
- แรงงานเข้าเมืองผิดกฎหมาย
- เอกสารไม่ถูกต้อง
- ปัญหาทางกฎหมายในอนาคต
workdoc ช่วยเรื่องนี้ยังไง
workdoc เป็นระบบ HR สำหรับแรงงานต่างด้าวพร้อมแชตบอท AI ที่ให้นายจ้างอัปโหลดเอกสารแรงงานเพื่อให้ AI ช่วยวิเคราะห์เบื้องต้นว่าแรงงานอยู่กลุ่มใด เปลี่ยนนายจ้างหรือต่ออายุเอกสารได้หรือไม่
อยากรู้ว่ากรณีของธุรกิจคุณต้องทำยังไง ทักแชต LINE @workdoc หรือขอ demo ได้เลย
